research_room

วันก่อนอ่านหนังสือพิมพ์เจอพอดี ฝรั่งมีสำนวนว่า คำที่ว่า Put a pride in your pocket หมายความอย่างง่ายๆแบบฉบับนีน่าแปลคือ เชิดหน้าแล้วหยิ่งไว้ ใช้ได้เสมอกับวันที่เราไม่พร้อมจะให้ใครมาทำร้ายเราได้อีกแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีคำกล่าวว่า การกระทำมาจากทัศนคติ หรือ attitude เพราะฉะนั้น การกระทำของใครนหนึ่งที่ซ้ำซากย่อมแสดงออกถึง attitudeที่มั่นคง ถาวรของคนนั้น ดังนั้น การกระทำของใครนนั้นต่อเราเสมอมา ย่อมแสดงถึง attitudeของเค้ากับเราที่ไม่มีวันเปลี่ยน หากประวัติศาสตร์มันเคยเกิดขึ้นซ้ำซาก เราต้องเรียนรู้กับอดีตแล้วพยายามก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แม้มันจะลำบากก็ตาม

ฉันไม่ไ่ด้สอนคุณนะคะ แต่ฉันกำลังบอกตัวเองต่างหากเล่า!

ก่อนจะจากกันตอนนี้ ฉันแอบก็มองโทรศัพท์ ดูเบอร์missed call เบอรหนึ่งที่โทรมาเมื่อหลายชั่วโมงแล้วถอนหายใจอย่างเศร้าๆ

เค้าจะรู้ไหมนะ ฉันลบๆ เติิมๆเค้าไว้ใน MSN list อยู่เรื่อยๆ

ฉันแค่พยายามรักตัวเองอยู่เท่านั้นเอง…..

Christy Chung (again)

April 8, 2009

เวบบล็อคนี้ของฉันแทบไม่เคยมีใครมาเยี่ยมอ่าน บางครั้งฉันก็อยากจะปิดเวบนี้หนีทิ้ง แต่เมื่อมาพิจารณาแล้วว่าหากฉันไม่ได้ใช้เวบนี้ให้เป็นพื้นที่บริหารอีโก้ของฉัน หากแต่เป็นที่ระบายส่วนตัว แค่นี้กน่าจะเป็นเหตุผลส่วนตัวให้ชั้นยังเก้บเวบนี้ไว้พอแล้ว

ในบรรดาหัวข้อของฉันในเวบนี้ จากสถิติผู้เยี่ยมชมของฉันนั้น จะมาจากผู้ที่ค้นหาคนว่า  Christy Chung เสียเกือบทั้งหมด คำพูดของเธอช่างเป็นแรงบรรดาลใจ เป้นกำลังใจให้กับฉันเสียจริงๆ

เมื่อคืน ฉันก็มีอันต้องขุ้นข้องหมองใจกับอดีตเพื่อนคนหนึ่งที่เฝ้าตัดสินฉัน พูดให้ฉันท้อใจ ถามฉันว่าเรียนปริญญาเอกถึงไหนแล้ว เขียนได้ไม่กี่หมื่นคำเองหรือ ในขณะที่แฟนของเค้านั้น เขียนได้แสนคำแล้ว และคาดว่าจะเขียนถึงสองแสนคำ (แล้วค่อยตัดออกเหลือแปดหมื่นเพื่อยื่นจบปริญญาเอก!)

ทั้งๆที่เมื่อพิจารณาตามเหตุผลที่แท้จริงแล้ว ฉันก็อดสงสัยไมไ่ด้ เพราะหากว่าแฟนเค้าเจ๋ง เขียนได้อย่างนั้นจริงๆ ทำไมขึ้นปีสีแล้ว อาจารย์ยังไม่ปล่อยตัวให้มาเก้บข้อมูล! ตอนนี้เค้าเขียนอะไรไปได้ตั้งแสนคำ ฉันยังงงไม่หาย เพราะหากยังไม่เก้บข้อมูลน่าจะยังเขียนได้แค่ literature review ซึ่งก็แค่ประมาณ 25-30%ของจำนวนคำที่กำหนด ก็แค่สองสามหมื่นคำเท่านั้น!

ละแล้วเราสองคนก็เถียงกันไม่รู้จบถึงข้อดีข้อเสียของการเขียนงานปริยญาเอกให้อยู่ในword limit ไปเลย กับคนที่เขียนเกินสามเท่าแล้วต้องเสียเวลามาแก้งานใหม่อีก โดยอ้างว่ามันช่วยเตรียมสอบป้องกัน (Viva)ได้มากกว่า ข้อแท้จริงเ้นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ก็อดทำให้ฉันคิดถึงคำพูดของคริสตี้ ชุงอีกไม่ได้ว่า มีคนมากมายในโลกที่ไม่ชอบให้กำลังใจชาวบ้านมีแต่มาด่าว่าชาวบ้าน ในขณะที่หน้าที่ของเราคือต้องคิดแง่บวก

ตกดึกมาก พอเล่าเรื่องให้รุ่นพี่ปริญญาเอกอีกคน เค้ากลับบอกนีน่าว่า ประทับใจมากที่นีน่าทำงานได้มากขนาดนั้น ในเวลาที่ผ่านมา!

นีน่าไม่ทราบหรอกว่าจริงๆนีน่าทำงานได้สมน้ำสมเนื้อกะเวลาเรียนไหม ทราบแต่ว่า ตื่นเช้ามาวันนี้ รู้สึกโลกมันสดใส สีครามสวยกว่าทุกๆวัน ทั้งๆที่ความจริง ฟ้าสีออกคลึ้มจะตาย!

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คำพูดดีๆ ทำให้เรามีกำลังใจ คำพูดแย่ๆ ทำให้ความรู้สึกอับปาง การให้กำลังใจในแง่บวกย่อมให้ผลบวกกว่าชักใบให้เรือเสีย!

วันนี้

March 7, 2009

วันนี้ตื่นมาแล้วแปลกๆเล็กน้อย เพราะข้างๆเป้นน้องมุกมาค้างที่บ้านด้วย รู้จักน้องเค้าเป้นสิบปี น้องเค้าสอนภาาษจีนที่โรงเรียนใกล้ๆบ้านนีน่า พอดีที่โรงเรีียนมีงานเลี้ยงจนดึก นีน่าเลยบอกให้น้องเค้าค้างที่บ้านสิ ไหนๆก็ทิ้งเสื้อผ้าไว้ที่บ้านแล้ว เพราะมายืมชุดนีน่าแล้วนีน่าช่วยแต่งหน้าแต่งตัวไป

ตื่นเช้ามาก็เฮ้อ ฝันไม่ดีอีกแล้ว ต้องไปทำบุญให้เค้าเสียหน่อยแล้ว

ตื่นเช้ามาก็เก้บห้องให้เรียบร้อยจะได้ตั้งตนทำวิจัยได้เสียที ห่างไปสองสามอาทิตย์ ต่อไม่ค่อยติดอย่างไรไม่ทราบ

เพื่อนๆเคยเป็นไหม ที่ตื่นมาแล้วรู้สึก failกับตัวเอง ตั้งแต่เช้าตอนที่ยังไม่ได้เริ่มต้นวัน ความรู้สึกนี้ทำให้นึกถึงหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งที่นางเอกสาวเป็นทนายความที่ร่ำรวยใครๆก็อิจฉา แต่เธอตะคอกบอกผู้คนว่า เธอไม่รู้หรอกว่า แต่ละวันทีตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า failมันเป็นอย่างไร

ตอนนี้ก็ต้องพยายามพ้นทุกข์นี้ด้วยความเพียร พยายามเรียน ทำวิจัยให้ได้ตามเ้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งๆที่คิดอย่างนี้ ยังมานั่งเขียนบล็อคนี้ ระบายไปเรื่อยเปื่อยๆ เพระาทราบว่าไม่มีคนมาอ่านหรอก ขอนีน่าบ่นๆ ระบายๆ แล้วเริ่มต้นวันหน่อยละกันนะคะ

ขอบคุณค่ะ

My Portraits in Prague

October 17, 2008

source of article-unknown, please admit my apology here

เขาว่าคนเรานั้น เพราะวาสนาจึงได้มาพบกัน บางครั้งบางคราววาสนาที่ทำบุญร่วมกันมาก่อนอาจจะขาดหายไปบ้าง จึงต้องจากกันไปชั่วขณะ แต่ถ้ายังคงมีวาสนาร่วมกันอยู่ ก็จะต้องได้พบกันสักวันหนึ่งฉันรออยู่ที่นี่นะ ไม่ไปไหน คิดถึงก็มาหากันบ้าง

เป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงจีน ชื่ออะไรก็จำไม่ได้ แต่เข้ากับเรื่องที่จะเขียนให้อ่านมากที่สุด อ่านแล้วจะคิดว่าเป็นเรื่องจริงก็ได้ หรือจะคิดว่าเป็นจินตนาการ หรือความเพ้อฝันของผู้เขียนก็ไม่เป็นไร

เป็นเรื่องเล่าที่ได้ยินมาของเขา…และเธอที่พบกันโดยวาสนา ต้องพรากจากเพราะวาสนา และไม่รู้ว่าจะมีวาสนาที่จะพบกันอีกหรือไม่

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอก ได้รับทุนไปศึกษาวิจัยต่อระดับหลังปริญญาเอกที่ประเทศแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ เขาต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปคนเดียว โดยทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากไว้ให้เลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากความรักของเขาทั้งสอง แม้ว่าเขาไม่อยากจะจากไป แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่ การพรากจากที่เป็นบทเริ่มต้นของความรักในฝันของเราก็เกิดขึ้น

และแล้วเขาก็ได้พบกับเธอ… นักศึกษาสาวระดับปริญญาโท ที่เขาต้องเป็นพี่เลี้ยงดูแลการทำวิทยานิพนธ์ เธอเป็นสาวสวยร่างเล็กผมสีทอง ท่าทางเรียบร้อยสุภาพ ผิดแผกจากสาวอื่นๆ ในประเทศนั้น ในฐานะพี่เลี้ยง และด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เขาก็ดูแลเธออย่างดี ทั้งเรื่องการงานและช่วยเหลือในเรื่องการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น นอกจากมีความรู้สึกดีๆ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้แก่เธออย่างจริงใจ ด้วยแนวคิดของสุภาพบุรุษจากดินแดนตะวันออก

เนื่องจากเขาก็มีงานยุ่งยากในเวลากลางวัน เขา จึงพยายามที่จะนัดเธอไปรับประทานอาหารค่ำ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นเวลาที่เขาว่างและสบายๆ พอที่จะให้คำแนะนำอย่างละเอียดละออได้ ไม่ว่าเขาจะอ้างเหตุผลชวนเธออย่างไร เธอก็ไม่ยอมรับคำเชิญชวนนั้น เพราะแท้จริง เขาไม่ทราบว่าแนวคิดของคนตะวันออกกับตะวันตกไม่เหมือนกัน

ชายชาวตะวันออกคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะชวนรับประทานอาหารค่ำ แต่สำหรับาวชาวตะวันตกแล้ว นั่นเป็น การออกเดท‘???

เมื่อเป็นดังนั้น เขาจึงต้องเปลี่ยนเป็นชวนทานอาหารกลางวัน และรับคำปรึกษาจากเธอเป็นครั้งคราว อย่างมีมิตรจิตมิตรใจที่ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เหตุการณ์ต่างๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไร

แต่คนคำนวณ..ไม่สู้ฟ้าลิขิต!

ในช่วงปลายปีเทศกาลคริสต์มาสก็มาเยือน พร้อมกับหิมะสีขาวสะอาดและความหนาวเหน็บ เขาไม่ได้กลับบ้านเพราะอยู่ห่างไกล เธอไม่กลับบ้านอีกรัฐหนึ่ง เพราะงานวิจัยยังทำไม่เสร็จ เขาจึงมีโอกาสได้ช่วยเธอทำงานวิจัยเต็มที่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่หยุดงาน จนถึงค่ำคืนวันที่ 24 ธันวาคมที่เป็นวันคริสตมาสอีฟที่ทุกคนจะฉลองกัน เขาก็เลยชวนเธอรับประทานอาหารค่ำ… และเธอก็ตอบตกลง

เขาและเธอจึงไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนในภัตตาคารหรูแห่งหนึ่ง อาหารพร้อมไวน์แดงมื้อนั้นเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาได้รับในระหว่างที่จากบ้านช่องไป เขาไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากมีความสุขที่มีเพื่อนร่วมรับประทานอาหาร แต่เธอคิดอะไรอยู่ก็ยากที่จะบอก เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอออกเดทกับผู้ชายที่เธอคิดว่าเป็นสุภาพบุรุษในฝันที่ยากจะพบพาได้ เพราะระหว่างที่ทำงานร่วมกันเขาไม่เคยแสดงอาการอะไรที่ไม่สุภาพออกมา หลังอาหารมื้อค่ำที่แสนจะโรแมนติคผ่านไป ขณะที่เขาขับรถจะไปส่งเธอที่ที่พักของเธอ เธอก็ถามเขาว่า จะไม่ชวนเธอไปดื่มกาแฟที่ห้องพักของเขาก่อนหรือ เขาบอกว่าจะไปส่งเธอดีกว่า พอถึงที่พัก เธอก็ชวนเขาซ้ำอีกว่า ลงมาดื่มกาแฟที่ห้องพักเธอก่อนดีไหม เขาตอบว่า ดึกแล้วคงไม่เป็นการดีที่จะเข้าไปยังที่พักของเธอและเขาก็มีงานที่จะต้องรีบกลับไปทำด้วย เธอเดินลงจากรถไปเงียบๆ

รุ่งขึ้นเขาโทรไปชวนเธอออกไปซื้อของ เธอไม่ตอบ และวางสายโทรศัพท์ จากนั้นไม่ว่าเขาจะติดต่อเธออย่างไร เธอก็ไม่ยอมรับสาย กว่าเขาจะรู้จากเพื่อนๆ ของเธอหลังจากปีใหม่ที่ทุกคนกลับมาทำงานว่า เธอโกรธที่เขาปฏิเสธเธอ ต้องขออธิบายว่าในยุคนั้น การชวนไปกินกาแฟ เป็นคำสุภาพที่หมายถึงการไปมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันในวันแรกนัดเดท ตามธรรมเนียมตะวันตก

เขาใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะทำความเข้าใจกับเธอว่า ตามแนวคิดของสังคมตะวันออกนั้นสุภาพบุรุษเขาไม่ทำแบบนั้นกัน นอกจากตกลงปลงใจจะแต่งงานและใช้ชีวิตคู่กันเท่านั้น ซึ่งเขาและเธอไม่มีทางเป็นไปได้ และเขาก็คิดในใจตอนนั้นว่า เขาก็ไม่ได้ชอบเธอแบบนั้นสักหน่อย หลังจากนั้นสัมพันธภาพของเขาและเธอในฐานะพี่เลี้ยงกับนักศึกษาก็เป็นไปด้วยดี

จนเธอรับปริญญาโท และเขาหมดสัญญาการวิจัยต้องกลับบ้าน เขาก็ถามเธอถึงแผนงานในอนาคต ซึ่งเธอก็เล่าให้เขาฟัง แต่ติดขัดเรื่องเงินทุนบ้าง ด้วยความใจดีของเขา เขาจึงยกเงินค่าจ้างวิจัยที่ทำมาตลอดการทำงานร่วมกับเธอ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นเงินที่เธอควรจะได้รับ เนื่องจากเธอลงแรงเป็นส่วนใหญ่ เขาแค่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น

เธอรับเงินจากเขาด้วยความซาบซึ้ง พร้อมกับถามเขาว่า เขาตั้งใจอะไรไว้บ้างในชีวิต

เขาบอกว่า เขาฝันที่จะมีบ้านสีขาวหลังเล็กๆ ริมทะเลสาบสีเขียวใสในบั้นปลายของชีวิต และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

และเขากับเธอก็จากกัน…ตามชะตาฟ้าลิขิต!!!

นั่นเป็นเรื่องเมื่อ 15 ปีก่อน และแล้วฟ้าดินก็เล่นตลกกับเขา เมื่อเขาเดินทางไปส่งลูกของเขาไปเรียนยังประเทศที่เขาชื่นชม เขาพบกับเธอเหมือนฝัน…เธอชวนเขาไปเยี่ยมบ้านเธอ

บ้านนั้นเป็นบ้านเล็กสีขาวอยู่ริมทะเลสาบสีเขียวใส ด้านหลังมีภูเขาสูงที่ยังมีหิมะปกคลุมยอดอยู่!!!

เขาเดินเข้าไปเหมือนกับเดินในความฝัน เข้าไปนั่งยังห้องรับแขกที่แสนจะน่ารักและอบอุ่น จิบกาแฟที่เธอชงมาให้…

เธอเล่าสารทุกข์สุกดิบต่างๆ ให้เขาฟัง โดยที่เขาก็รับฟังอย่างมิรู้จักเบื่อหน่าย จบลงที่ว่า

ฉันยังรอเธออยู่นะ

ยังไม่เคยมีใครสักคนเข้ามาในชีวิตของฉันได้เลย รอเธอมาทานกาแฟถ้วยนั้น ที่เธอเคยปฏิเสธไว้เมื่อ 15 ปีก่อน และจะรอต่อไป แม้ว่าอาจจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง แต่ความสุขที่ได้รักใครสักคนอย่างจริงใจ และรอคอยอย่างเป็นสุขนั้น เป็นความสุขที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ

เมื่อเขากลับบ้านเกิดครั้งหลัง เขาเล่าให้ภรรยาของเขาฟัง… เธอบอกเขาว่าการที่เรามีใครสักคนที่เป็นผู้หญิงแสนดี ให้ความรักที่จริงใจนั้น เป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง อย่าไปทำให้เธอเสียใจนะ ไปเยี่ยมเธอบ้างเป็นระยะๆ บอกเธอว่า ฉันยินดี และเป็นสุขที่สามีของฉันมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่รักเขาอย่างจริงใจ และจำไว้ว่า ถ้าฉันจากโลกนี้ไปก่อนเธอ ขอให้เธออยู่ร่วมกับผู้ชายคนนี้ของฉันอย่างมีความสุข อย่าลืมมาเยี่ยมหลุมศพฉันบ้างจะได้มีความสุขร่วมกับเธอทั้งสอง แต่ถ้าคุณจากไปก่อน ฉันจะบอกให้ลูกชายของเราช่วยดูแลเธอแทน ด้วยความรักของพ่อแม่ของเขาที่มีต่อผู้หญิงที่แสนดีผู้ซื่อสัตย์ในความรัก”

เหมือนความรักในฝันไหมคุณ!!!

http://movie.sanook.com/drama/drama_08429.php

ถ้าหากถามว่า ละครในดวงใจของฉันคือเรื่องอะไร ก็คงต้องตอบว่าเป็นเรื่อง เลือดขัตติยา

ตอนฉันดูละครไมเข้าใจว่าทำไมพระเอกใจร้ายกะนางเอกเหลือเกิน  นางเอก ก็เสียใจ ถามพระเอกว่า ทำไมเค้าไม่เคยถามนางเอกเลยว่านางเอกต้องการอะไร มีแต่ผลักไสให้นางเอกไปไกลๆ เหนือพระเอกจนพระเอกสุดจะเอิ้อมถึง ฝ่ายพระเอกก็ตอบอย่างใจร้ายเหลือเกินว่า ความรักของเค้าคือการได้เห็นคนรักอยู่เหนือเกินใครในแผ่นดิน

ฟังแล้วอึ้งเหลือเกิน ฉันแอบคิดว่ามีอย่างนี้ด้วยรึ รักที่ไม่ต้องการครอบครอง รักในแบบที่อยากจะให้เค้ามีความสุขในแบบที่ตัวเองเชื่อ

ฉันแอบสับสนในตัวเอง นึกย้อนเข้าตัว กับหนุ่มคนหนึ่งที่ติดต่อฉันมานาน ฉันอยากจะให้เค้ามีความสุข มีงานดีๆทำในประเทศเค้า 

ส่วนอีกคน ก็ปล่อยฉันไป แล้วบอกฉันว่า ฉันจะมีความสุขกว่าถ้าปราศจากเค้า เมื่อได้อยู่ที่เหมาะสม แล้วมีเกียรติ

 ชีวิตมันช่างน่าสับสนและยอกย้อนใจเราเสียจริงๆ

 

 

 

 

 

A few years ago, to welcome a Thai Bangkok Film festival, I had a chance to be an interpreter to interview Christy Chung, the famous chinese/american actress to promote her film; Samsara. Christy Chung is also in a Thai film called JUNDARA.

My first impression was  that ‘Wowww, she is sooooooo beautiful with a very smoothy beautiful skin, sexy eyes, sexy lip and a great body shape. As I was there, I began to admire her so much.

When asked how she coped with her problems, she said “The first  thing is to get your confidence back and lead your own life. Especially in entertainment industry,where  there are so many people who want to see  you failing, by keep telling you that you are not good enough, or you are not acting well in this film.

For me, what I am most proud of is to be able to get through so many things in 10 years, while some people cannot and have to take depressant pills”.

I have kept her words  for many years since then. To me, she is not only a star, but a hero in my heart…

 

 

Yuko and Pepe

May 15, 2008

 

Yuko is my bestfriend. She is 2 year older than me. We went to Trinity College (1999) together. Her white Persian Cat is Pepe, who is turningto 16 years old this year! ( compared to human being, Pepe is just like 80 years old).

 

Yuko loves Pepe so much. She had brought Pepe from Japan with her to stay with her and her parents family. When they were back to Japan, Pepe was again specially on board! ( I mean, Pepe was kept in a special unit, somewhere on the aeroplane) Pepe is her family member.

 

I remember staying over night at Yuko’s house and then touched Pepe with one of my feet and Yuko looked absolutely shock!!! Sorry Yuko.

Unfortunately, I do not have Yuko’s picture in Sofe files at all….

I miss u and your family and Pepe!! I wish I could have a cat like Pepe one day!

Take care and I hope one day we ll meet each other again!