A few years ago, to welcome a Thai Bangkok Film festival, I had a chance to be an interpreter to interview Christy Chung, the famous chinese/american actress to promote her film; Samsara. Christy Chung is also in a Thai film called JUNDARA.

My first impression was  that ‘Wowww, she is sooooooo beautiful with a very smoothy beautiful skin, sexy eyes, sexy lip and a great body shape. As I was there, I began to admire her so much.

When asked how she coped with her problems, she said “The first  thing is to get your confidence back and lead your own life. Especially in entertainment industry,where  there are so many people who want to see  you failing, by keep telling you that you are not good enough, or you are not acting well in this film.

For me, what I am most proud of is to be able to get through so many things in 10 years, while some people cannot and have to take depressant pills”.

I have kept her words  for many years since then. To me, she is not only a star, but a hero in my heart…

 

 

วันนี้อ่านข่าวอาจารย์สาว ABAC อายุ 23 ปีกระโดดตึกตายเพราะเสียใจผิดหวังจากความรักแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้(http://webboard.mthai.com/52/2008-03-22/375287.html)

ความเสียใจที่สูญเสียความรักเหมือนโลกจะดับพังลงมาตรงหน้าเป็นความรู้สึกที่หลายๆคนน่าจะคุ้นเคยกันดี แต่เราแต่ละคนก็สามารถผ่านพ้นกันมาได้ หากเราจะผ่านมันไปได้อย่างไร น่าคิดเสียจริงๆ

ได้อ่าน comment ที่ชาวเนตประนามก็อดเวทนาสงสารเธอคนนี้ไม่ได้ ขณะเดียวกันก็เสียวสะท้อนปนดีใจว่าคำด่านั้นไม่เป็นของฉัน..

เพราะฉันคนหนึ่งก็อกหักเสียใจมาเยอะเหมือนกัน มีชีวิตที่คล้ายกับเธอคนนี้บางส่วนตรงที่เป้นอาจารย์สาวแต่ยังเด็ก High profile ในด้านการศึกษา มักจะโดนเพื่อนๆว่าประจำว่าไม่มีภูมิคุ้มกันชีวิต เพราะเอาแต่เรียน ชีวิตมีแต่อยู่เมืองนอก ได้เจอสังคมแคบๆ ไม่ค่อยได้พบปะกะเยี่ยวกะฉลามสักเท่าไหร่น แถมยังไม่มีวัคซีนกันความผิดหวังคุ้มกันเหมือนคนอื่นเค้า

เมื่อคราวอกหักเสียใจ ฉันก็พยายามคิดว่า มันจะผ่านไปจนได้ พยายามคิดว่าผู้ชายไม่ไร้เหมือนใบพุทรา

เมื่อยามเสียใจมากๆ ก็พยายามให้เห็นอารมณ์เสียใจเปนเหมือนมโนภาพที่ค่อยๆก่อตัว บีบรัด เป็นห้วงๆ เสียดแทงอารมณ์ ถ่าโถมเข้ามาในยามที่มันเสียดแทงจิตมากๆ จนแทบจะทนไม่ไหว

หากถามว่ามีไหม ว่าฉันอยากจะจบๆลมหายใจตัวเองไปซะ จะได้ไม่ต้องเสียใจเกินทนทานขนาดนี้ คำตาม มี….

แต่ด้วยความที่ฉันมาจากสายสื่อสารมวลชน ก็ได้คิดไปต่อว่า หากฉันตายไป ไม่พ้นต้องโดนชาวเนตด่าประณามว่าผลาญเงินรัฐบาลหลายล้านที่ส่งฉันเรียนเมืองนอก โดนด่า โดนคุ้ยประจาน เท่านี้ก็พอให้ฉันหยุดชะงักความคิดงี่เง่าลงได้

เท่านั้นไม่พอ ฉันไม่อยากจะต้องไปตกนรก ปิดทางนิพพานอีกนาน เพราะแค่นี้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเดินทางไปถึง

และต่อให้เจ็บปวดมากแค่ไหน ฉันก็ซาบซึ้งว่าไม่มีทุกช์ใดจะยิ่งกว่าทีพ่อที่เป็นที่รักยิ่งของฉันได้จากฉันไปสู่แดนสุขาวดีแล้ว…

และจะหาทางดับทุกข์ในห้วงอารมณ์ปัจจุบันได้อย่างไร…

ฉันคงได้แต่ออกความคิดเห็นน้อยๆของฉันว่า จงเชื่อพระพุทธเจ้าของเราเถิด และจงเพียรปฎิบัติให้ล่วงทุกข์….วินาทีห้วงคิดที่เสียใจแล้วมันมาเสียดแทงใจจนเกินจะทนนั้น อย่าได้ไปปรุงแต่งอารมณ์ตามมันไป แต่พยายามรับรู้ว่าตอนนี้ ‘ภาพ’อารมณ์เราเป็นอย่างไร พยายามทำให้เห็นการอัด บีบของมัน การวิ่งขึ้นลงของอารมณ์

ในวินาที ในห้วงอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน การดูลมหายใจที่กระสับกระส่ายไม่มีประโยชน์

วิธีแก้ก็คือ พยายามสวดมนต์ไหว้พระ นึกถึงพระพุทธองค์ พระธรรม พระสงฆ์เพื่อปรับระดับจิตให้กลับมาสว่าง มีกำลังพอจะเกิดปัญญา

พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฑ์ การสวดมนต์ การถือศีล การดูลมหายใจและอารมณ์ และการมีสติ จะเป็นตัวช่วยให้เราพ้นทุกข์เสมอ… เพราะปัญญาจะตามมาในท้ายที่สุด

หากฉันมีลูก จะสอนลูกว่า’ลูกเอ็ย แม่ไม่อาจจะดูแล ขจัดทุกข์ให้เจ้าได้ตลอดชีวิต แต่พึงจำไว้ว่า ลมหายใจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับลูุกเสมอ หากจะทำอย่างไรนั้น จงยึดถือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฑ์เป็นที่พึ่งเถิด….(ไม่ใชหมอดู)

ท้ายนี้ ขอให้เธอคนนั้นไปสู่สุขคติ และจงอย่ามีเธอคนแบบนี้อีกเลย….